คำแนะนำและข้อปฏิบ้ติในการสวดมนต์*

27 May

จาก : หนังสืออมตะธรรม

1.  ปรับใจให้มีความเชื่อ ความศรัทธา ในพระคาถาให้มากที่สุดว่า พระคาถาที่จะสวดนี้เป็นสิ่งดีงาม เป็นของศักดิ์สิทธิ์จริง ไม่นำความเดือดร้อนมาสู่ตนและคนอื่น เป็นที่พึ่งที่ดีที่สุดสำหรับชีวิตเรา

2. ใช้ปัญญาพิจารณา ให้เห็นว่า ชีวิตนี้ไม่มีอะไรแน่นอนมีแต่อุปสรรค ปัญหา มีแต่ความทุกข์มากมายเกิดขึ้นอยู่เสมอ บุญมีจริง บาปมีจริง ทุกชีวิตล้วนต้องการความสุข ความสำเร็จ ความสมหวังกันทั้งนั้น การสวดมนต์เป็นวิธีการหนึ่งที่ทำให้ได้มาซึ่งความสุข ความสำเร็จแก่ชีวิตเรา

3. จงมีความอดทน เพียรพยามสวดให้ได้ทุกวันอย่าให้ขาด การสวดมนต์นั้นเป็นสิ่งที่ทำไม่ยาก มักมีอุปสรรคเกิดขึ้นในช่วงแรกๆ ยิ่งถ้ามีคนที่มีกรรมมีเวรมากยิ่งลำบาก แต่เป็นการลำบากในช่วงสองสามอาทิตย์แรกเท่านั้น ผ่านไปได้ก็จะดี รู้สึกสบาย ไม่อึดอัด ไม่ทรมาน ขอจงอดทน รักษาสัจจะไว้ให้ได้ เตือนตัวเองอยู่เสมอๆ ว่า เราต้องทำได้ เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของเรา

4. ไม่ต้องอธิษฐานหรือปรารถนาอะไรทั้งสิ้น การสวดมนต์ไม่ใช่การอ้อนวอนต่อรองเรียกร้องใดๆ ทั้งสิ้น เป็นการสร้างบุญสร้างบารมี เพิ่มพลังบุญพลังความศักดิ์สิทธิ์ให้เกิดขึ้นกับตน การทำบุญเป็นเหตุปัจจัย จัดระบบชีวิตให้ดีให้ถูกต้องเท่านั้น ส่วนผลนั้นจะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ เหมือนการรับประทานยา เหมือนการปลูกต้นไม้ ขอเพียงรับประทานให้ตรงตามเวลา โรคย่อมหาย ดูแลต้นไม้ให้ดีถูกต้องตามกรรมวิธี ดอกผลย่อมเกิดขึ้นอย่างแน่นอน การสวดมนต์ก็เป็นเช่นนั้น

5. จะสวดเวลาไหนที่ไหนก็ได้ จะอยู่ในอิริยาบถไหนก็ได้เช่นเดียวกัน ขอให้ใจพร้อมและมีเวลาสะดวก จะสวดวันละกี่ครั้งก็ได้จงสวดเถิด ไม่มีความผิดใดๆ ทั้งสิ้น ถ้ามีห้องพระในบ้าน ก็สวดในห้องพระจัดเครื่องสักการบูชา มีดอกไม้ธูปเทียนสมควรได้ยิ่งดี

6. จะสวดในใจหรือสวดออกเสียงก็ได้ แล้วแต่กาลเวลาและสถานที่ จะประนมมือหรือไม่ประนมมือก็ได้ อาจยกมือไหว้สักครั้งก่อนสวดก็ได้เป็นการดี ถ้าอยู่ในบ้าน ในสถานที่พร้อม ก็ควรประนมมือสวดตั้ง นะโมฯลฯ สัมมาสัมพุทธัสสะฯ 3 ครั้ง ก่อนสวดมนต์ทุกครั้ง

7. จะดูหนังสือสวดก็ได้ ควรพยายามท่องจำให้ได้เพื่อให้เกิดสมาธิมากขึ้น

8. หากมีปัญหาชีวิตเกิดขึ้น ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม อย่าโทษ อย่าน้อยใจ อย่าตำหนิ อย่าบ่น ว่าการสวดมนต์ไม่เห็นช่วยอะไร พระคาถาไม่เห็นศักดิ์สิทธิ์อะไรเด็ดขาด ให้นึกเสียว่า กรรมเวร เรายังมีบารมี ความเพียรเรายังน้อย แยกให้ออกว่า นี่คือปัญหา นี่คือบุญคุณ จงปักใจเชื่อเถิดว่าปัญหาที่มีอยู่ย่อมหมดไป เราจะต้องพบทางออกที่ดีแน่นอน จงตั้งสติให้ดี แล้วสวดต่อไป อย่าได้ท้อแท้ล้มเลิก

9. อาจมีคนไม่เห็นด้วยกับการสวดมนต์ของเรา ก็ไม่ควรกล่าวร้าย นึกเกลียดชัง โกรธเขาเป็นอันขาด ใช้ปัญญาพิจารณามองให้เห็นถึงสัจธรรม ความจริงของโลกว่า คนเรามีบุญ มีบารมี มีสิติปัญญา มีเวรกรรมต่างกัน จงแผ่เมตตาให้เขาเถิด ให้เขาได้มีโอกาสทำเช่นเราบ้าง การทำแต่ละอย่างนั้นจะให้มีคนเห็นดีด้วยไปหมดนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้

10. เรื่องความหมายหรือคำแปลนั้น ถ้ารู้ก็ดี (หาอ่านได้ในหนังสือสวดมนต์พิธีแปลทั่วไป) ถ้าไม่รู้ก็ไม้เป็นไร อย่าวิตกกังวลสนใจกับคำที่คนมักกล่าวว่า “สวดแบบ นกแก้ว นกขุนทอง” เลย เพราะคนสวดกับนกสวด ย่อมต่างกันโดยสิ้นเชิง การสวดมนต์นั้นขอให้มีจิตจดจ่อ มีความเชื่อ มีความศรัทธาอยู่ที่อักขระพระคาถา อานิสงส์ย่อมมีมาก เพราะขณะนั้นสภาพจิตย่อมเป็นบุญเป็นกุศลตลอดเวลา

Advertisements

อานิสงส์การบริจาคทาน*

23 May

เรื่อง : หนังสืออมตะธรรม

พระพุทธองค์ ได้ตรัสถึงผลแห่งการให้ทานของสัปปุริสชนว่า เขาผู้นั้นย่อมเป็นผู้ที่มั่งคั่ง
มีทรัพย์มาก มีอำนาจมาก เป็นที่รักและที่นับถือของเทวดาทั้งหลาย ทั้งยังตรัสถึง
สัปปุริสทาน 5
พร้อมทั้งอานิสงส์งว่า

1. ผู้ให้ทานด้วยความศรัทธา มีความเชื่ออย่างมีเหตุผล ผลแห่งทานเกิดขึ้นแก่เขา เขาย่อมเป็นผู้มีรูปงาม ผิวพรรณงดงาม น่าดู น่าชม

2. ผู้ให้ทานด้วยความเคารพ  ผลแห่งทานเกิดขึ้นแก่เขา เขาย่อมมีบุตร ภรรยา
คนรับใช้ หรือบุคคลใดก็ตาม บุคคลเหล่านั้นย่อมสนใจตั้งอยู่ในโอวาทอย่างดี

3. ผู้ให้ทานตามกาล  ผลแห่งทานเกิดขึ้นแก่เขา ความต้องการที่เกิดขึ้นตามกาล
ย่อมบริบูรณ์

4. ผู้ให้ทานด้วยจิตอนุเคราะห์  ผลแห่งทานเกิดขึ้นแก่เขา จิตของเขาย่อมได้รับความอนุเคราะห์จากบุคคลทั้งหลาย

5. ผู้ให้ทานไม่กระทบตน ไม่กระทบผู้อื่น  ผลแห่งทานเกิดขึ้นแก่เขา ย่อมไม่พบกับความเสื่อมแห่งทรัพย์สมบัติ ภยันอัตรายทั้งปวง

“ทำบุญแล้วต้องให้ทานต่ออย่าหวง ทำบุญแล้วให้ทาน รวย”
ทำบุญแล้วไม่ให้ทาน จน เราจึงเรียกว่า ทำบุญสุนทาน”

พระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม) วัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี
จากหนังสือ ใบไม้ในกำมือ หน้า 68-69 นายชินวัฒก์ รัตนเสถียร รวบรวมเรียบเรียง

ข้อคิดในการดำเนินชีวิต*

19 May

ข้อคิดในการดำเนินชีวิต

เรื่อง : พระธรรมสิงหบูรจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม)
วัดอัพวัน จ.สิงห์บุรี

ภาพ: Art Of Our Lives

553148_10152160613429237_1534244251_n

  1. ขอบคุณข้าวทุกเม็ด น้ำทุกหยด อาหารทุกจานอย่างจริงใจ
  2. อย่าสวดมนต์ เพื่อขอสิ่งใด นอกจาก ปัญญา” และ “ความกล้า”
  3. “เพื่อนใหม่” คือ ของขวัญที่ให้กับตัวเอง  ส่วน“เพื่อนเก่า หรือ มิตร” คือ อัญมณีที่นับวันจะเพิ่มคุณค่า
  4. อ่านหนังสือธรรมปีละเล่ม
  5. ปฏิบัติกับคนอื่นเช่นเดียวกับที่ต้องการให้ผู้อื่นปฏิบัติต่อเรา
  6. พูดคำว่า “ขอบคุณ” ให้มากๆ
  7. รักษา “ความลับ” ให้เป็น
  8. ประเมิณคุณค่าของการให้  “อภัย”  ให้สูง
  9. ฟังให้มากแล้วจะได้คู่สนทนาที่ดี
  10. ยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง หากมีใครตำหนิ และรู้แก่ใจว่าเป็นจริง

  1. หากล้ม จงอย่ากลัวการลุกขึ้นใหม่
  2. เมื่อเผชิญหน้ากับงานหนักคิดเสมอว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะล้มเหลว
  3. อย่าถกเถียงธุรกิจภายในลิฟต์
  4. ใช้บัตรเครดิตเพื่อความสะดวก อย่าใช้เพื่อการก่อหนี้สิน
  5. อย่าหยิ่งหากจะกล่าวว่า “ขอโทษ”
  6. อย่าอายหากจะบอกใครว่า “ไม่รู้”
  7. ระยะทางนับพันกิโลเมตร แน่นอนมักไม่ราบรื่นตลอดทาง
  8. เมื่อไม่มีใครเกิดมาแล้ววิ่งได้ จึงควรทำสิ่งต่างๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป
  9. การประหยัดเป็นบ่อเกิดแห่งความร่ำรวย เป็นต้นทางแห่งความไม่ประมาท
  10. คนไม่รักเงิน คือคนไม่รักชีวิต ไม่รักอนาคต

  1. ยามทะเลาะกัน ผู้ที่เงียบก่อน คือผู้ที่มีการอบรมสั่งสอนที่ดี
  2. ชีวิตนี้ฉันไม่เคยได้ทำงานเลยสักวัน ทุกวันเป็นวันสนุกหมด
  3. จงใช้จุดแข็ง อย่าเอาชนะจุดอ่อน
  4. เป็นหน้าที่ของเราที่จะพูดใหคนอื่นเข้าใจ ไม่ใช่หน้าที่ของคนอื่นที่ทำความเข้าใจในสิ่งที่เราพูด
  5. เหรียญเดียวมี 2 หน้า คือ ความสำเร็จ กับความล้มเหลว
  6. อย่าตามใจตัวเอง เรื่องยุ่งๆ เกิดขึ้นล้วนตามใจตัวเองทั้งสิ้น
  7. ฟันร่วงเพราะมันแข็ง ส่วนลิ้นยังอยู่เพราะมันอ่อน
  8. อย่าดึงต้นกล้าให้โตไวๆ (อย่าใจร้อน)
  9. ระลึกถึงความตายวันละ 3 ครั้ง ชีวิตจะมีสุข มีอภัย มีให้
  10. ถ้าติดกระดุมเม็ดแรกผิด กระดุมเม็ดต่อๆ ไปก็ผิดหมด

  1. ทุกชิ้นงานจะต้องกำหนดวันเสร็จ
  2. จงเป็นน้ำครึ่งแก้วตลอดชีวิต เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมได้ตลอด
  3. ดาวและเดือนที่อยูสูงอยากได้ต้องปีน “บันไดสูง”
  4. มนุษย์ทุกคนมีชิ้นงานมากมายในชีวิต จงทำชินงานที่สำคุญที่สุดก่อน
  5. หนังสือเป็นศูนย์รวมปัญญาของโลก จงอ่านหนังสือเดือนละเล่ม
  6. ระเบียบวินัย คือ คุณสมบัติที่สำคัญในการดำเนินชีวิต

พระในบ้าน *

17 May


พระในบ้าน 

เรื่อง : หลวงพ่อพุธ ฐานีโย
(วัดป่าสาลวัน อ.เมือง จ.นครราชสีมา)
ภาพ : Art Of Our Lives

733857_10152160632799237_1886404993_a

ถ้าเราไหว้พ่อ ไหว้แม่ไม่ได้
อย่าไปไหว้พระ มันไม่มีประโยชน์
เราต้องกราบพ่อ กราบแม่เราได้
เราจึงไปกราบพระ
ถ้าพ่อแม่ของเรายังไม่อิ่ม
อย่าไปเที่ยวหาเลี้ยงพระให้อิ่ม
ถ้าเราจะเลี้ยงพระให้อิ่ม
เราต้องเลี้ยงพ่อแม่ของเราให้อิ่มก่อน

เราทำตัวเองทั้งนั้น *

17 May

เราทำตัวเองทั้งนั้น

เรื่อง : หลวงปู่ขาว อนาลโย (วัดถ้ำกลองเพล อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู)
ภาพ :  Art Of Our Lives

263704_10150262283024237_1564199_n

ผู้อื่นไม่ได้ทำให้จิตของเราเศร้าหมอง หรือผ่องแผ้ว
เราเองเป็นผู้ทำให้จิตของเราเศร้าหมอง ผู้อื่นช่วยไม่ได้
แม้พระพุทธเจ้าก็ช่วยไม่ได้ ท่านทรงเป็นผู้บอกทางให้เท่านั้น

คนเราเกิดมาชาตินี้ *

17 May

คนเราเิกิดมาชาตินี้…

เรื่อง : พระธรรมโกษาจารย์ – พุทธทาสภิกขุ
(สวนโมกขพลาราม อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี)
ภาพ : Art Of Our Lives

267299_10151799883744237_1415502111_n

คนเราเกิดมาชาตินี้ ถ้ารู้จักแต่ทำมาหากินเลี้ยงร่างกายอย่างเดียว ไม่รู้จักแสวงหาธรรมะมาหล่อเลี้ยงจิตใจให้สุขสงบเย็นด้วยแล้ว การเกิดมานั้นก็จะเป็นการเกิดมาเพื่อทนทุกข์ทรมานติดคุกติดตารางในทางวิญญาณชนิดหนึ่งไปจนตาย ทุกๆ ชาติทีเดียว เพราะถ้าไม่รู้จักทำจิตใจให้สงบตามธรรมบ้างแล้ว แม้คนรวยที่อยู่ตึกก็มีความสุขสู้คนจนที่อยู่กระท่อมซอมซ่อไม่ได้

รู้ภายใน รู้กาย รู้จิต *

17 May

รู้ภายใน รู้กาย รู้จิต

เรื่อง : หลวงปู่สิม พุทธาจาโร – พระครูสันติวรญาณ
(วัดถ้ำผาปล่อง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่)
ภาพ : Art Of Our Lives

536181_10152160613684237_1706305287_n

“อัตตาหิ อัตตโนนาโถ ตนเป็นที่พึ่งของตน” ตนทำบาปตนก็ได้รับทุกข์เอง ตนทำบุญก็ให้ความสุขแก่บุคคลผู้นั้น บุญ-บาป เป็นของเที่ยงแท้แน่นอน ใครทำบาป บาปย่อมให้ผล ใครทำบุญกุศล บุญกุศลย่อมตามให้ผล แต่ว่าบางอย่าง บางประการนั้น ไม่ทันกับใจกิเลสมนุษย์ ก็เลยเข้าใจว่าทำบุญก็ไม่เห็นผล แต่ว่าบาปนั้นไม่ทำก็เห็นผล…..

“ใครจะมาว่าเราก็เป็นเรื่องปากเขาว่า จิตเราหน้าที่ภาวนา ไม่ต้องไปมัวว่าให้คนโน้นคนนี้ ติคนโน้น ชมคนนี้ได้ประโยชน์อะไร ภาวนาในใจดีกว่า สงบกาย สงบวาจา สงบจิต ให้มีสติอยู่ทุกเวลา ยืนให้มีสติ เดินให้มีสติ ทำอะไรให้มีสติ พูดอะไรให้มีสติ อย่าเพียงแต่ว่า พูดอะไรพูดได้ก็พูดไปขาดสติ จิตใจเลื่อนลอย ฟุ้งซ่าน ไม่มีเวลาจบ ไม่มีเวลาสิ้น นั่นแหละชื่อว่าตัณหาดิ้นรนวุ่นวายไปตาม กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา จิตใจไม่สงบระงับ ไม่ตั้งมั่นเป็นสมาธิภาวนา เพราะหลงใหลไปตามอาการภายนอก จิตไม่หยุด จิตไม่อยู่ จิตไม่รู้ภายใน รู้ภายนอก รู้ไปทำไม รู้ภายใน รู้กาย รู้จิตของตัวเองดีกว่า”